การสังเกตภาวะแทรกซ้อนจากการให้อาหารสายยางการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัยและได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องครับ โดยเราสามารถแบ่งการสังเกตออกเป็น 4 สัญญาณอันตราย ดังนี้:
1. สัญญาณทางระบบหายใจ (เฝ้าระวังการสำลัก)
เป็นภาวะที่อันตรายที่สุดที่ต้องรีบสังเกตขณะให้อาหาร:
อาการ: ไอ สำลัก หน้าเขียว หรือมีเสียงหายใจครืดคราด
สิ่งที่ต้องทำ: หยุดให้อาหารทันที และจัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงหรือตะแคงหน้าเพื่อระบายเศษอาหารออก
ข้อแนะนำ: ก่อนให้อาหารทุกครั้ง ควรใช้หูฟังหรือดูดทดสอบลม/น้ำย่อย เพื่อยืนยันว่าสายยังอยู่ในกระเพาะอาหาร ไม่ได้เลื่อนไปที่ปอด
2. สัญญาณทางระบบทางเดินอาหาร
สังเกตประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึม:
อาหารตกค้าง (Gastric Residual): หากดูดเช็กก่อนมื้อถัดไปแล้วพบของเหลวค้างเกิน 100-150 มล. (หรือตามที่แพทย์สั่ง) แสดงว่ากระเพาะย่อยไม่ดี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสูตรอาหาร
ท้องอืด: สังเกตว่าหน้าท้องแข็งหรือตึงผิดปกติหรือไม่
ถ่ายเหลว: หากถ่ายบ่อยเกิน 3 ครั้ง/วัน อาจเกิดจากอาหารปนเปื้อน หรืออาหารเข้มข้น/เย็นเกินไป
3. สัญญาณความผิดปกติที่ตัวสายและผิวหนัง
สายอุดตัน: หากรู้สึกตึงมือมากขณะฉีดน้ำหรืออาหาร ห้ามฝืนดัน ให้ลองใช้น้ำอุ่นใส่กระบอกฉีดแล้วค่อยๆ ดันเข้าออกเบาๆ
ผิวหนังรอบสาย (เฉพาะหน้าท้อง): สังเกตอาการบวม แดง หรือมีหนองรอบรูเจาะ หากมีน้ำย่อยรั่วซึมบ่อยๆ ผิวหนังจะอักเสบได้ง่าย
แผลกดทับ (เฉพาะสายจมูก): ตรวจดูปีกจมูกว่ามีรอยแดงจากการที่พลาสเตอร์ดึงรั้งสายแน่นเกินไปหรือไม่
4. สัญญาณทางร่างกายและสมดุลน้ำ
ภาวะขาดน้ำ: สังเกตริมฝีปากแห้ง ตาโหล หรือปัสสาวะมีสีเข้มและปริมาณน้อยลง
ไข้: หากมีไข้สูงร่วมกับไอ อาจเป็นสัญญาณของ "ปอดอักเสบจากการสำลัก" ซึ่งต้องพบแพทย์ทันที
ตารางสรุป: สิ่งที่ต้องเช็กในแต่ละมื้อ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ วิธีการสังเกต
ตำแหน่งสาย ดูขีดเครื่องหมายบนสาย และดูดน้ำย่อยมาทดสอบ
การย่อย ดูดเช็กปริมาณอาหารค้างก่อนเริ่มมื้อใหม่
ความสะอาด อาหารปั่นต้องทำสดใหม่ อุปกรณ์ต้องล้างสะอาดและแห้ง
ท่านอน ศีรษะต้องสูง 30-45 องศา ตลอดการให้อาหารและหลังให้ 1 ชม.