ผู้เขียน หัวข้อ: การให้อาหารสายยาง ใส่สายยางอยู่ในร่างกายนานๆจะเกิดข้อเสียอะไรหรือไม่  (อ่าน 56 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 703
  • โปรโมทเว็บ ลงโฆษณา ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วขึ้น
    • ดูรายละเอียด
การให้อาหารสายยาง ใส่สายยางอยู่ในร่างกายนานๆจะเกิดข้อเสียอะไรหรือไม่

การใส่สายยางให้อาหารทิ้งไว้ในร่างกายนานๆ มีผลกระทบแน่นอนครับ แม้ว่ามันจะเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่สำคัญ แต่ร่างกายของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่ตลอดเวลา

ผมสรุปข้อเสียและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากใส่ไว้นานๆ โดยแบ่งตามประเภทของสายดังนี้ครับ:

1. กรณีใส่สายทางจมูก (NG Tube) นานๆ (พบบ่อยที่สุด)
การใส่สายทางจมูกนานเกิน 4-6 สัปดาห์ มักเกิดปัญหาดังนี้ครับ:

แผลกดทับภายใน: สายยางจะกดเบียดเนื้อเยื่อในรูจมูก ลำคอ และหลอดอาหาร ทำให้เกิดแผลอักเสบ หรือบางรายอาจเกิดแผลทะลุเล็กๆ ได้

ไซนัสอักเสบ: สายไปขวางทางระบายน้ำมูกตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคในโพรงไซนัส

หูชั้นกลางอักเสบ: สายอาจไปกดทับท่อที่เชื่อมระหว่างหูกับลำคอ (Eustachian tube) ทำให้หูอื้อหรืออักเสบ

เสียงแหบและเจ็บคอเรื้อรัง: เนื่องจากการระคายเคืองที่กล่องเสียงและหลอดอาหาร

หูรูดกระเพาะอาหารเสื่อม: สายที่พาดผ่านหูรูดทำให้ปิดไม่สนิท นำไปสู่ภาวะ กรดไหลย้อน รุนแรง


2. กรณีใส่สายทางหน้าท้อง (PEG) นานๆ
แม้จะสบายตัวกว่าสายจมูก แต่หากใส่ไว้นานหลายปีอาจพบปัญหา:

ภาวะ Buried Bumper Syndrome: คือการที่ตัวล็อคสายด้านในกระเพาะอาหารถูกเนื้อเยื่อเจริญเติบโตมาคลุมทับ จนสายฝังติดเข้าไปในผนังกระเพาะ (ป้องกันได้ด้วยการหมุนสายและดันสายเข้าออกเบาๆ ตามที่หมอสั่ง)

การรั่วซึมรอบรูเจาะ: ผิวหนังรอบๆ อาจกว้างขึ้นทำให้น้ำย่อยรั่วออกมากัดผิวหนังจนเป็นแผลพุพอง

สายเสื่อมสภาพ: ซิลิโคนอาจเริ่มกรอบ มีเชื้อราขึ้นภายในสาย หรือวาล์วปิดเปิดพัง


3. ผลกระทบด้านอื่นๆ (เหมือนกันทั้ง 2 แบบ)
กล้ามเนื้อการกลืนฝ่อ (Disuse Atrophy): หากไม่ได้ฝึกกลืนเลยนานๆ กล้ามเนื้อคอและลิ้นจะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนทำให้โอกาสกลับมาทานอาหารเองยากขึ้น

สุขภาพช่องปากแย่ลง: น้ำลายจะเหนียวข้นและมีแบคทีเรียมาก เพราะไม่ได้ใช้ปากในการเคี้ยวและกลืนตามปกติ

ผลต่อจิตใจ: ผู้ป่วยอาจรู้สึกหดหู่ สูญเสียภาพลักษณ์ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่ปกติ

💡 แนวทางแก้ไขและป้องกัน

วิธีการ                              รายละเอียด
เปลี่ยนประเภทสาย           หากต้องใส่เกิน 1 เดือน แนะนำให้เปลี่ยนจาก สายจมูก เป็น สายหน้าท้อง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนในทางเดินหายใจ
ฝึกการกลืน                   หากร่างกายไหว ควรทำกายภาพบำบัดช่องปากและฝึกกลืนสม่ำเสมอตามคำแนะนำของนักบำบัด
ทำความสะอาดเข้มงวด   ดูแลช่องปาก (แปรงฟัน/เช็ดลิ้น) และทำความสะอาดรอบรูเจาะหน้าท้องทุกวัน
เปลี่ยนสายตามกำหนด   อย่ารอจนสายขาดหรือตัน ให้เปลี่ยนตามรอบที่พยาบาลนัด (เช่น สายจมูกทุกเดือน, สายหน้าท้องทุก 6-12 เดือน)


สรุปคือ: หากมีความจำเป็นทางการแพทย์ การใส่สายยางก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำครับ แต่เราต้อง "เฝ้าระวัง" ผลข้างเคียงเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อรีบแก้ไขก่อนจะรุนแรง