ผู้เขียน หัวข้อ: ช่างไฟฟ้าอาคาร: สาเหตุที่จะทำให้เกิดไฟฟ้าดับ ภัยเงียบและปัจจัยรอบตัวที่ทำไฟตก ไฟ  (อ่าน 5 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 830
  • โปรโมทเว็บ ลงโฆษณา ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วขึ้น
    • ดูรายละเอียด
ช่างไฟฟ้าอาคาร: สาเหตุที่จะทำให้เกิดไฟฟ้าดับ ภัยเงียบและปัจจัยรอบตัวที่ทำไฟตก ไฟดับ ไม่ทันตั้งตัว

ปัญหา "ไฟฟ้าดับ" หรือ "ไฟตก" เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สร้างความเดือดร้อนให้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย ร้านค้า อาคารสำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรม เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานและกิจกรรมต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงแล้ว กระแสไฟฟ้าที่ตัดดับอย่างกะทันหันหรือเกิดการกระชาก ยังส่งผลเสียโดยตรงต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพง การเข้าใจถึง "สาเหตุที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับ" ทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในระบบไฟฟ้า จะช่วยให้เราสามารถเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันความเสียหายได้อย่างทันท่วงที


1. ปัจจัยภายนอกและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง: สาเหตุหลักอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ลมแรงอาจพัดเอา กิ่งไม้หรือต้นไม้ใหญ่ ล้มทับสายไฟและเสาไฟฟ้าแรงสูงจนหักโค้ง

ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า (Lightning Strike): เมื่อฟ้าผ่าลงบริเวณเสาไฟฟ้า สายส่ง หรือสถานีไฟฟ้าแรงสูง จะเกิดแรงดันไฟฟ้าดันกระชาก (Surge) ส่งผลให้ระบบป้องกันความปลอดภัยของการไฟฟ้าสั่งตัดการจ่ายไฟทันทีเพื่อป้องกันหม้อแปลงระเบิด

อุบัติเหตุจากยานพาหนะและกิจกรรมมนุษย์: รถยนต์เสียหลักชนเสาไฟฟ้าข้างทาง งานก่อสร้างขุดเจาะโดนสายไฟฟ้าใต้ดิน หรือการตัดต้นไม้ใกล้แนวสายไฟโดยไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่

สัตว์และแมลงรบกวน: สัตว์ขนาดเล็กอย่าง งู นก กระรอก หรือแมลง ไต่เข้าไปในตู้ควบคุมไฟฟ้า หม้อแปลง หรือสายส่งแรงสูง จนทำให้เกิดการเชื่อมต่อวงจรโดยไม่ตั้งใจ (Short Circuit) ส่งผลให้หม้อแปลงตัดการทำงาน


2. ปัญหาจากระบบไฟฟ้าภายในอาคารและบ้านเรือน

การใช้กระแสไฟฟ้าเกินกำลัง (Overload): เกิดจากการเปิดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงพร้อมกันหลายเครื่อง เช่น เครื่องปรับอากาศหลายตัว เครื่องทำน้ำอุ่น และเตาอบไฟฟ้า จนปริมาณกระแสไฟรวมเกินกว่าที่เบรกเกอร์จะรับไหว ส่งผลให้เบรกเกอร์หลัก (Main Circuit Breaker) ทริปหรือตัดไฟทันที

เกิดภาวะไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit): สายไฟเสื่อมสภาพ ฉนวนหุ้มสายไฟกรอบแตก หรือหนูกัดสายไฟ จนสายไฟเส้นที่มีไฟ (L) มาสัมผัสกับสายสายนิวทรัล (N) โดยตรง ทำให้เกิดกระแสไฟสูงปรี๊ดในเสี้ยววินาที ระบบตัดไฟจึงทำงานเพื่อป้องกันอัคคีภัย

อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดหรือเสื่อมสภาพ: ตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าเองมีไฟรั่วหรือระบบ内部ช็อต เมื่อนำไปเสียบใช้งาน ตู้คอนซูมเมอร์ที่มีระบบตัดไฟรั่ว (RCD / Safe-T-Cut) จะทำการตัดไฟทั้งบ้านทันทีเพื่อคุ้มครองชีวิตผู้อยู่อาศัย

การติดตั้งและระบบสายไฟไม่ได้มาตรฐาน: การใช้วัสดุด้อยคุณภาพ การเข้าหัวสายไฟไม่แน่น หรือการเดินสายไฟผิดขนาด ทำให้เกิดความร้อนสะสมบริเวณจุดต่อ จนสายไฟไหม้และระบบไฟฟ้าดับเฉพาะจุด


3. ปัญหาจากระบบจ่ายไฟของการไฟฟ้า (Grid System)

การบำรุงรักษาและดับไฟเพื่อซ่อมแซม (Planned Outage): การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวง จำเป็นต้องมีการตัดจ่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง ย้ายเสาไฟ หรือปรับปรุงระบบสายส่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน: ในช่วงที่อากาศร้อนจัด หากทุกคนพร้อมใจกันเปิดเครื่องปรับอากาศเต็มกำลัง อาจทำให้ระบบจ่ายไฟส่วนกลางเกิดภาวะโหลดเกิน จนเกิดปัญหาไฟตกหรือไฟดับเป็นบริเวณกว้าง (Blackout / Brownout)


4. วิธีเตรียมพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับ

สำรองอุปกรณ์ส่องสว่างฉุกเฉิน: ควรมีไฟฉาย ชาร์จไฟฉุกเฉิน หรือพาวเวอร์แบงก์ไว้ในจุดที่หยิบง่ายตลอดเวลา

ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญออกทันที: เมื่อไฟดับ ให้ถอดปลั๊กตู้เย็น คอมพิวเตอร์ และโทรทัศน์ออกทันที เพื่อป้องกันปัญหา "ไฟกระชาก" ตอนที่กระแสไฟฟ้ากลับมาจ่ายดังเดิม

เช็กตู้เบรกเกอร์ภายในบ้านก่อน: หากบ้านหลังอื่นไฟยังติดปกติ แต่บ้านเราดับหลังเดียว ให้ไปตรวจเช็กตู้คอนซูมเมอร์ยูนิตว่ามีเบรกเกอร์ทริปลงมาหรือไม่

การรู้เท่าทัน "สาเหตุที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับ" จะช่วยให้เราแยกระหว่างปัญหาภายนอกที่ต้องรอการไฟฟ้าแก้ไข กับปัญหาภายในบ้านที่สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ด้วยการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน และตรวจเช็กระบบไฟอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชีวิตประจำวันดำเนินได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด